๐๑๘ เส้นใยอาหาร ตอนที่ ๒/๒

 เส้นใยอาหารในพืชมีประโยชน์อย่างไร
เส้นใยอาหารยังช่วยในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย ...เช่น เพิ่มจำนวนครั้งในการเคี้ยวในปาก, เพิ่มปริมาณน้ำลาย ทำให้รู้สึกอิ่มไว, กระตุ้นการหลั่งน้ำดีในลำไส้เล็ก, กระตุ้นน้ำย่อยในตับอ่อน ลดการดูดซึมน้ำตาล ขัดขวางการดูดซึมคอเลสเตอรอล, เพิ่มจุลินทรีย์แลคโตแบซิลลัส ทำให้เกิดการฟื้นฟูสภาพผนังลำไส้ในโรคลำไส้รั่ว, ขจัดมะเร็งและขัดขวางการดูดซึมสารพิษในลำไส้, ขับโซเดียมจากเกลือแกงช่วยทำให้อุจจาระนิ่ม และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ โดยสังเกตจากอุจจาระ หากถ่าย 1 – 2 วันต่อครั้ง มีปริมาณ 150 g โดยอุจจาระไม่แข็งและไม่นิ่มเกินไป
       เห็นไหมครับว่าเส้นใยอาหารสามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคได้มากมาย ปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเส้นใยจากพืชวางจำหน่ายจำนวนมาก อย่างไรก็ตามการบริโภคอาหารควรต้องบริโภคอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ และบริโภคให้ได้สัดส่วนจะเป็นการดีที่สุดครับ สวัสดี
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine


๐๑๗ เส้นใยอาหาร ตอนที่ ๑/๒

เส้นใยอาหารในพืชมีประโยชน์อย่างไร
       เส้นใยจากพืชก็คือ กากอาหารชนิดหนึ่งซึ่งแต่เดิมเชื่อว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อร่างกายเท่าใดนัก
       เนื่องจากไม่สามารถให้พลังงานต่อร่างกาย แต่ปัจจุบันพบว่ามีประโยชน์และเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากมีการค้นคว้าพบว่า คนที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ โอกาสเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ยิ่งลดลง
       โดยพบว่าคนยุโรปซึ่งทานอาหารที่มีเส้นใยจากอาหารน้อยเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนอาฟริกาซึ่งรับประทานมากกว่า เส้นใยอาหารจากพืชมีผลดีอย่างมากในผู้สูงอายุ
       แต่เนื่องจากปัจจุบันคนหันมาบริโภคอาหารที่ผ่านกรรมวิธีผลิตต่าง ๆ รวมทั้งไขมันสัตว์เพิ่มมากขึ้น ทำให้การรับประทานเส้นใยจากอาหารลดลง ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น
       เส้นใยอาหารแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ชนิดละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ และผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการบางท่าน ได้จัดกลุ่มไว้เป็นอาหารหลักหมู่ที่ 6 อันที่จริงแล้วเส้นใยจากพืชเป็นสารอาหารที่ย่อยยาก เนื่องจากไม่สามารถย่อยได้โดยเอนไซม์ในร่างกายมนุษย์
       ดังนั้นจึงใช้ได้ผลดีกับโรคลำไส้ต่าง ๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ผนังลำไส้อักเสบ โรคลำไส้รั่ว (Leaky gut) โรคอ้วน ท้องผูก จนถึงโรคในผู้สูงอายุ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ สำหรับอาหารที่เป็นแหล่งเส้นใยอาหารจากพืช ได้แก่ ธัญพืชต่าง ๆ หัวเผือก หัวมัน ผัก ผลไม้ สาหร่าย เห็ด ข้าวกล้อง
       ดังนั้นใครรับประทานข้าวสวยเป็นอาหารหลักก็ควรเปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง ส่วนขนมปังถ้าใครอยากจะรับประทานควรเลือกขนมปังที่มาจากแป้งสาลี หรือข้าวสาลีแทน เพราะจะได้เส้นใยจากพืชเพียงพอ
ติดตามตอนที่ 2 ครับ
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๖ยาลดความอ้วน

ยาลดความอ้วน
          ปัจจุบัน มนุษย์มีแนวโน้มที่จะอ้วนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากการรับประทานอาหารเกินความต้องการ พบว่า คนอเมริกันรับประทานอาหาร เฉลี่ยวันละ 3,700 แคลอรี่ และโรคอ้วนในคนอเมริกันพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และก่อให้เกิด ปัญหาสาธารณสุขตามมาอย่างมาก ทำให้คนอเมริกันตายเร็ว แก่เร็ว เกิดโรคภัยไข้เจ็บและโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนมากมาย เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง, โรคเมตาโบลิกซินโดรม อาหารของคนอเมริกันจะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วย แป้ง น้ำตาล ไขมัน ซึ่งให้ปริมาณแคลอรี่ค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าเราควบคุมปริมาณได้ก็ดี ออกกำลังกายก็จะดียิ่งขึ้น แต่ปัญหาคือ มักจะเกิดความหิว ความอยากรับประทานอาหาร ซึ่งถ้าปริมาณแคลอรี่มีปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะมีการสะสมเป็นไขมัน ทุกวันนี้บริษัทยาพยายามหายาตัวใหม่ออกมา เพื่อลดการบริโภคอาหาร ทราบไหมครับว่า คนอเมริกันเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเป็นโรคอ้วนมากกว่า 65 % และในเด็กพบโรคอ้วน มากกว่า 15 % สาเหตุของมันก็มีมากมาย บางคนอาจจะเกิดจากการแพ้อาหารชนิด IgG เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยไป
หลังจากที่มีการวิจัยค้นคว้ากันมานาน พบว่า เริ่มมีการค้นพบสารสำคัญหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับความหิว ความอิ่ม สารตัวแรกที่จะขอกล่าวคือ ghrelin ฮอร์โมนตัวนี้ผลิตในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ถ้าฉีดฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราหิวเพิ่มขึ้นถึง 30 % สารตัวนี้จะสูงขึ้นเมื่อเราอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คงจะเป็นกลไกของธรรมชาติในการกระตุ้นการรับประทานอาหารเพื่อเอาน้ำหนักคืนมา คนที่ผ่าตัดกระเพาะอาหารพบว่า ghrelin  ลดลง ดังนั้นจึงรับประทานอาหารได้น้อยลง
ปัจจุบันจึงมีบริษัทพยายามผลิตยาเพื่อลด ghrelin ในการรักษาโรคอ้วนและเพิ่ม ghrelin เพื่อใช้รักษาให้คนไข้รับประทานอาหารได้มากๆ ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเอดส์ ตัวต่อมาคือ Peptide yy-3-36 หรือ Pyy จะทำให้อิ่มเช่นกัน โดยลดระดับ ghrelin ถัดมา คือ leptin ซึ่งเป็นสารสร้างจากไขมัน ถ้าร่างกายเราขาด leptin สมองจะตีความว่าขาดไขมันและกระตุ้นให้เรารับประทานเพิ่ม ดังนั้นถ้าเราให้ leptin จำนวนน้อยๆ มันจะไปหลอกสมอง ให้คิดว่าได้ไขมันกลับคืนมาแล้วจึงไม่กินเพิ่ม อ่านแล้วงงนะครับ
leptin โดยปกติ จะกระตุ้นเมตาโบลิซึม แต่การขาด leptin จะทำให้เมตาโบลิซึมลดลง อันที่จริงคนอ้วนมี leptin สูง แต่การให้ leptin มาก ไม่ได้ช่วยให้คนอ้วนน้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตามสาร leptin ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง อนาคตของยากลุ่มนี้ก็ยังมีสารพวก Rimonabant ซึ่งจะออกฤทธิ์ทั้งต่อระบบประสาทสมองส่วนกลางและตรงบริเวณเซลล์ไขมัน สารยับยั้งเอ็นไซม์ 11 B HSD นอกจากนั้นก็ยังมีสารเกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักมากมาย ตั้งแต่ ชาเขียว, พริก, สารสกัดส้มแขก,L-carnitine, สาร DHEA, สาร glucomannan, กรดแอลฟ่าไลโปอิก ฯ ลฯ
          โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง หลายรายมีน้ำหนักเพิ่มเมื่อหยุดยา การรักษาต่อเนื่อง ควบคุมน้ำหนักให้ลดลง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ยาต้องดูว่าผู้ป่วยมีข้อห้ามหรือเปล่า อย่าลืมความคุมอาหารหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและให้พลังงานสูง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ วันนี้ผมเขียนเรื่องราวอาจจะยากไปนิด แต่อยากให้คนไทยรู้ไว้จะได้ทันเหตุการณ์และทันสมัย เพราะชาวบ้านฝรั่งเขารู้เรื่องราวเหล่านี้ดีนะครับดังนั้นผมจึงเอาเรื่องนี้มานำเสนอ.....วันนี้จบแค่นี้ครับ สวัสดี

ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๕ถั่วเหลือง.......หนึ่งของคุณค่าจากธรรมชาติ

ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่ามหาศาลเป็นโภชนาการของมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเริ่มปลูกในประเทศจีนเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว แต่ยุโรปและอเมริกา เริ่มเอาไปปลูกเมื่อปี ค.ศ. 1600-1700 ภายในถั่วเหลืองมีน้ำมันซึ่งมนุษย์สามารถสกัดเอามาใช้ปรุงอาหารตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว
          คุณรู้ไหมครับว่า ถั่วเหลือง เมล็ดหนึ่งๆ มีสารอาหารอัดแน่นอยู่ภายในมากมาย ประกอบด้วย เส้นใย 15 % น้ำมัน 18 %คาร์โบไฮเดรต15% โปรตีน 36-38 % อื่นๆก็มีไขมัน,โพแตสเซียม,โฟเลต,ไฟโตเคมีคอลอื่นอีกหลากหลาย  มีสารที่สำคัญคือ isoflavone ซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิดเช่น genistein, Daidzein ไบโอคานีนและฟอร์มอโนเนติน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระยับยั้งยีนส์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง,ป้องกันโรคกระดูกผุ,มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัวอีกด้วย
 ถั่วเหลืองเป็นสารอาหารที่นักมังสวิรัติทั้งหลายนิยมบริโภคที่สำคัญ คือ สารเจนิสตีนและไดด์ซีน ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายเอสโตรเจน จึงเรียกอีกชื่อว่า Phytoestrogen  สามารถใช้ป้องกันโรคกระดูกผุได้เนื่องจาก สารตัวนี้จะไปทดแทนเอสโตรเจนตรงบริเวณกระดูก ทำให้ลดการทำงานของเซลส์  osteoclast ส่งผลให้การทำลายกระดูกลดน้อยลง ลดอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยหมดประจำเดือน
นอกจากนั้นยังมี ลิกแนนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน  สำหรับการลดระดับคอเลสเตอรอล จากผลการวิจัยพบว่า ถ้าเรารับประทานวันละ 25-50 กรัมของโปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถลดระดับ LDL หรือไขมัน ตัวไม่ดีได้ถึง 24 % การศึกษาในปัจจุบันพบว่า อาหารประเภทพืช ผัก ผลไม้ คาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ ทำให้การดูดซึมไอโซฟลาโวนมากขึ้น เนื่องจากอาหารดังกล่าวสร้างความสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้และทำให้การดูดซึมสารนี้ดีขึ้น
          ไอโซฟลาโวน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารไฟโตเอสโตรเจน เป็นแหล่งอาหารสำคัญของคนจีนและญี่ปุ่น ซึ่งพบว่าคนทั้งสองประเทศที่กล่าวบริโภคไอโซฟลาโวนเฉลี่ย 20-50 มก./วัน ต่างกับคนอเมริกา ซึ่งบริโภคเฉลี่ยวันละ 1 มก.
 เชื่อว่าการที่ อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ลดลง เนื่องจากได้รับสารที่มีไอโซฟลาโวนมาก สำหรับปริมาณที่เหมาะสมควรจะอยู่ระหว่าง 25-50 กรัม ซึ่งคำนวณแล้วจะมีโปรตีนถั่วประมาณ 4-6 กรัมและสารไอโซฟลาโวนของถั่วเหลือง 20-30 มก. จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าการเลือกรับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ เป็นหลักอย่างหลากหลาย ร่วมกับอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจน เช่น ถั่วเหลือง จัดเป็นอาหารที่ดีและประโยชน์สำหรับพวกเรานะครับ  สวัสดี....
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๔อาหารสำหรับวัยรุ่น

อาหารสำหรับวัยรุ่น
          วัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา โดยจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม มีความต้องการสารอาหารและพลังงานค่อนข้างสูง ควรมีการบริโภคอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสมรรถนะในด้านต่างๆ เช่น การเรียน การเล่นกีฬา การเจริญเติบโต ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บติดตามมา รวมทั้งโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ในวัยรุ่นยุคปัจจุบัน โรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้อายุเฉลี่ยของประชากรชาวโลกลดน้อยลง
ดังนั้นวัยรุ่นท่านใดอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาว ผิวพรรณสดใส ร่างกายแข็งแรง ในภายภาคหน้า สามารถ Anti aging หรือต่อต้านความชราได้นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เด็กกว่านี้ก็ทำได้นะครับ ไม่มีคำว่าเร็วหรือสายเกินไป สำหรับการดูแลสุขภาพของตัวท่านรวมทั้งบุตรหลานของท่าน
          ก่อนอื่นผมจะขอกล่าวถึงปัญหาหลักทางด้านโภชนาการในวัยรุ่น จากข้อมูลพบว่าวัยรุ่นมีการขาดสารอาหารต่างๆ เช่น ขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากโลหิตจาง ขาดธาตุไอโอดีน ขาดวิตามินเอ ขาดโปรตีนทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโต ตัวเตี้ย ผอม ความฉลาดลดลง สำหรับรายที่รับประทานอาหารมากเกินไปจะเกิดโรคอ้วน ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขข้อ เก๊าท์ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกในผู้หญิง มะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ชาย นิ่วในถุงน้ำดี อาการซึมเศร้า เป็นต้น
ดังนั้นอาหารสำหรับวัยรุ่นโดยทั่วๆ ไปก็คล้ายๆ กับสัดส่วนอาหาร ซึ่งทางเวชศาสตร์ต้านความชราแนะนำ คือ ควรได้พลังงานจากโปรตีนร้อยละ 10-15 เทียบได้กับเนื้อสัตว์ 45-60 กรัมต่อวัน หรือ 2-3 ส่วนต่อวัน, คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45-65 และควรเป็นรูปเชิงซ้อน เช่น กลุ่มแป้ง ข้าว ขนมปัง 8-12 ทัพพี ผัก 2-4 ส่วนต่อวัน (4-6 ทัพพี), ผลไม้ เพื่อการได้มาซึ่งวิตามิน เกลือแร่และควรรับประทานของสด 3-5 ส่วนต่อวัน ไขมันน้อยกว่าร้อยละ 30 และควรมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัว ต่อไขมันไม่อิ่มตัว ในสัดส่วน 1:1 น้ำตาล เกลือเล็กน้อย แคลเซียม 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวัน ธาตุเหล็ก 12-15 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับธาตุเหล็กควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปโดยที่ร่างกายไม่ขาดอาจก่อให้เกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้ท่านเกิดความเสื่อมชราเร็วขึ้นได้นะครับ
ดังนั้นควรจะเสริมเมื่อขาดเท่านั้น ซึ่งทำได้โดยการเช็คเลือดหาระดับธาตุเหล็กในร่างกาย โดยการตรวจระดับเฟอร์ริทินในเลือด แต่อ่านดูแล้วอาจยุ่งยากมากเกินไปดังนั้น ถ้าไม่สะดวกในการตรวจ เนื่องจากประเทศไทยเรา ยังมีข้อจำกัด ผมขอแนะนำว่าถ้าจะเสริมควรเสริมพอประมาณ เรื่องราวกำลังสนุกแต่หมดเนื้อที่แล้วนะครับ ฉบับหน้าผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแนวทางปฎิบัติและแก้ไขภาวะด้านโภชนาการที่ไม่ใช่วัยรุ่นทั่วไป.........คอยติดตาม(๐๑๓โภชนาการของวัยรุ่น)ครับ สวัสดี
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๓โภชนาการของวัยรุ่น

โภชนาการอันหลากหลายของวัยรุ่นประเภทต่างๆ
          ผมได้กล่าวถึงโภชนาการของวัยรุ่นโดยทั่วไป ซึ่งความต้องการของอาหารคงจะต้องแตกต่างจากวัยรุ่นที่เล่นกีฬาซึ่งต้องการพลังงานสูงเป็นพิเศษ ควรเน้นเรื่องคาร์โบไฮเดรตเป็นพิเศษ อาหารควรย่อยและดูดซึมง่าย อย่าลืมเสริมแคลเซียมเพื่อกระดูกอันแข็งแรง นักกีฬาหญิงหากมีประจำเดือนมากอย่าลืมเสริมธาตุเหล็กด้วยนะครับ ส่วนวัยรุ่นที่รับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติควรมีการวางแผนอย่างดี
          อย่างไรก็ตามพบว่า กลุ่มนี้อาจพบปริมาณวิตามินบี 12, ดี, แคลเซียม, ไอโอดีน, สารโอเมก้า3, ฮอร์โมนเพศน้อยเกินไป ในประเทศอินเดีย พวกที่รับประทานมังสวิรัติ ได้รับอนุญาติให้รับประทานเนื้อสัตว์ได้ในช่วงที่ต้องการมีบุตรนะครับ อย่างไรก็ตามพวกมังสวิรัติที่รับประทานผัก พบว่ามีสารโฟเลตเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ แคโรตีนอยด์ ไฟโตเคมีคัล มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทานมังสวิรัติ รวมทั้งอุบัติการเกิดมะเร็งเต้านม รังไข่ ต่อมลูกหมาก ลำไส้ลดลง
สำหรับในรายวัยรุ่นตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาเพิ่มมากขึ้นอีกเนื่องจากบางรายเกิดตั้งครรภ์โดยไม่ได้เจตนา กอปรกับขาดความรู้ วุฒิภาวะยังไม่โตเต็มที่ ส่งผลให้เกิดขาดสารอาหาร เช่น ไอโอดีน โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานของต่อมไทรอยด์ลดลง บุตรที่คลอดมาอาจไม่ฉลาดเท่าที่ควร ขาดวิตามินเอ ดังนั้นควรรับประทานผักและผลไม้ เสริมแคลเซียม ธาตุเหล็ก โฟเลต
สำหรับวัยรุ่นกลุ่มมังสวิรัติ จะมีการขาดสารอาหารหลายตัว โดยเฉพาะไรโบฟลาวิน(บี 2) บี12, แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ดังนั้นการเสริมวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงให้นมบุตร อาจมีการขาดพลังงานได้
และที่สำคัญมากคือ การออกกำลังกายเพื่อการพัฒนาสุขภาพและป้องกันวัยรุ่นไม่ให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น พบว่าวัยรุ่นปัจจุบันมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จากการรับประทานอาหารที่มากเกิน รับประทานผัก ผลไม้ลดน้อยลง ไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอ ชอบดื่มน้ำอัดลม ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วน เกิดผลอื่นตามมาเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ
วัยรุ่นมักไปลดน้ำหนักด้วยวิธีต่างๆ เช่น อดอาหาร, การใช้ยาระบาย, ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งอันตรายมาก เพราะว่าอาจเกิดปัญหาโรคจิตตามมาในภายภาคหน้า บางรายใช้วิธีล้วงคอเพื่อให้อาเจียน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะขาดความสมดุลของดุลกรดด่างและสมดุลของวิตามินเกลือแร่ต่างๆ ภายในร่างกาย
          สรุป แนวทางปฏิบัติสำหรับวัยรุ่นเริ่มจากการรับประทานอาหารให้หลากหลายพร้อมครบ 5 หมู่ และให้เพียงพอกับความต้องการ ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อรวมทั้งการยืดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายควรทำ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ ครึ่งชั่วโมง-1 ชั่วโมง รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ เพื่อป้องกันการขาดพลังงาน เลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยเช่น ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโคเลสโตรอลต่ำ หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เกลือและน้ำตาลปริมาณสูง รวมทั้งขนมขบเคี้ยว เนื่องจากให้พลังงานแต่อาจขาดสารอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู๊ด เนื่องจากมีแต่ไขมันอิ่มตัวและไขมันแปรรูป ซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย
สำหรับบทความในวันนี้คงมีประโยชน์สำหรับวัยรุ่นหรือพ่อแม่ เพื่อแนะนำบุตรหลานของท่านให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บในวันข้างหน้า พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป......สวัสดี
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๒ป้องกันโรคกระดูกพรุน

ป้องกันโรคกระดูกพรุน
                    เมื่อเราเริ่มอายุมากขึ้น กระดูกจะเริ่มบางและมีรูพรุนเกิดขึ้น ซึ่งบางคนเกิดเร็ว บางคนเกิดช้า อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ ก็จะส่งผลให้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกหัก ที่พบบ่อยคือบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก ซึ่งจะส่งผลเสียตามมาอย่างมหันต์ ทั้งต่อครอบครัว และต่อคุณภาพชีวิตของบุคคลผู้นั้น โรคกระดูกพรุนและผุ เกิดบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายและเชื่อว่าฮอร์โมนเพศ คือ เอสโตรเจน, โปรเจสโตโรนและเทสโตสโตโรน มีส่วนสำคัญในการเกิดภาวะกระดูกพรุน นอกจากนั้นก็มีเรื่องอาหาร ดังนั้นควรจะรับประทานอาหารที่มี แคลเซียมมาก ซึ่งพบได้ใน ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เต้าหู้ ผักกาดเขียว บร๊อคโคลี่ เป็นต้น
สำหรับผลิตภัณฑ์จากนมวัวและโปรตีน ควรรับประทานพอประมาณ เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารโปรตีนจำเป็นต้องใช้แคลเซียมจำนวนมาก
นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์โดยแคลเซียมจะเพิ่มเนื้อกระดูก นอกจากนั้นการที่คุณจะมีกระดูกแข็งแรงได้ ยังต้องการแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิด เพื่อทำงานร่วมกัน เช่นวิตามิน ซี ซึ่งจะพบปริมาณต่ำในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน,วิตามิน ดี ซึ่งจะช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ด้วยดี สำหรับวิตามินดี ก็ได้มาจากแสงแดดนะครับ ส่วนวิตามินเค ก็จะช่วยในเรื่องการสร้างกระดูก แมกนีเซียม สร้างส่วนของแมททริกต์  นอกจากนั้นยังมีซิลิคอน, สตรอนเซี่ยม ซึ่งทั้งหมดมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
          สำหรับแคลเซียมที่เรารับประทานควรรับประทานเวลากลางคืนตอนก่อนนอนเพราะว่า จะช่วยให้เราหลับสบาย ตัวช่วยดูดซึมแคลเซียม มีวิตามินดี, น้ำมันอิฟนิงพริมโรส, น้ำมันปลา, ส่วนตัวยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม คือ สารไฟเทต ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่ง พบในปวยเล้ง ถั่วเมล็ดแห้ง นัทและธัญพืชไม่ขัดขาว เพราะว่าจะไปจับกับแคลเซียมในทางเดินอาหาร กลายเป็นสารที่ไม่อาจดูดซึมได้
          การรับประทานเกลือแร่ เช่น แมกนีเซียมจำนวนมาก หรือ ฟอสฟอรัสจากน้ำอัดลมมากเกินไป ก็จะรบกวนสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย แคลเซียม ซึ่งคนเราได้รับในแต่ละวันควรจะประมาณ 500- 1,000 มิลลิกรัม สำหรับสตรีในวัยหมดประจำเดือนอาจต้องการถึงวันละ 1,500 มิลลิกรัม และแคลเซียม อะมิโน แอซิด คีเลต หรือ แคลเซียมซิเตรตจะเป็นแคลเซียม ซึ่งมีอัตราการดูดซึมเป็นสองเท่าของแคลเซียมคาร์โบเนต
          สัญญาณเตือนของโรคกระดูกพรุนไม่มีนะครับ แต่เราสามารถตรวจได้จากเครื่องมือที่เรียกว่า DEXA ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที และรับปริมาณรังสีน้อยกว่าคุณไป เอ็กซ์เรย์ ปอดเสียอีก ปัญหาคือราคาค่อนข้างแพง สำหรับอาการของการขาดแคลเซียมจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบล่วงหน้าได้ เช่น ท่านอาจเกิดอาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อและเป็นตะคริว อันเป็นผลเนื่องมาจากการหดตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ซึ่งถ้าเรายังปล่อยทิ้งไว้ ร่างกายเราก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เมื่อนั้นแหละครับ โรคกระดูกพรุนเริ่มมาเยีอนท่านแล้ว
          ครับโรคกระดูกพรุนเป็นโรคสำคัญเราสามารถป้องกันได้โดยรับประทานแคลเซียมแมกนีเซียมให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับแสงแดดเพื่อสร้างวิตามิน ดี
          สำหรับการเสริมฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่ควรจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ทางเวชศาสตร์ต้านความชราหรือ Anti-Aging physician นะครับ...สวัสดี.
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๑วิธีป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
บ่อยครั้งที่พวกเราเมื่ออายุเริ่มมีเลข 4 นำหน้ามักจะได้ยินเพื่อน ๆ บ่นว่าเดี๋ยวนี้เป็นอะไรไม่รู้ จำอะไร ไม่ค่อยได้ และความจำสั้นมาก บางคนก็จะปลอบใจตัวเองว่าที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมีภารกิจอันล้นเหลือ
          แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเพราะท่านมีการลดลงของการทำงานของสมองตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น จากอนุมูลอิสระที่ทำลายสมอง มีระดับฮอร์โมนผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำลง, ระดับฮอร์โมน คอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดสูงขึ้น ทั้งหมดสามารถส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้ให้ลดลงได้  
ส่วนฮอร์โมนอื่นที่ส่งผลต่อเรื่องความจำมี เอสโตรเจน, โปรเจสโตโรน, เทสโทสโตโรน, โกร็ธฮอร์โมน, การขาดการออกกำลังกาย, การมียีนอัลไซเมอร์, การมีระดับโฮโมซีสเตอีนในเลือดสูง, การได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม ทั้งหมดสามารถส่งผลให้ความจำของท่านลดลง
แต่ท่านสามารถป้องกันได้โดยวิธีง่าย ๆ เริ่มจากการออกกำลังกาย มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายวันละ 1 ชม. ขึ้นไปสามารถทำให้ความจำเสื่อมลดลง 50% และผู้ป่วยที่มียีนอัลไซเมอร์ แต่ออกกำลังกายทำให้มีความเสี่ยงเพียง 1 ใน 4 เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย
โดยเชื่อว่าการออกกำลังกายสามารถเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์สมอง ช่วยสร้างเซลล์ประสาทและลดระดับคอร์ติซอลได้ สำหรับในคนสูงอายุพบว่าอาจมีระดับฮอร์โมนต่ำลงหลายตัว ซึ่งการเสริมฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น ไทรอยด์, เอสโตรเจน, โปรเจสโตโรน, เทสโทสโตโรน, โกร็ธฮอร์โมน สามารถช่วยให้ความจำดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับอาหารที่ป้องกันความจำเสื่อม ได้แก่ สารโฟเลทควรรับประทานทานวันละ 400 ไมโครกรัม สามารถลดระดับโฮโมซีสเตอีนได้
อาหารประเภทโฟเลทพบได้ใน ผักใบเขียวจัด น้ำส้ม ถั่ว สารซีลิเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เป็นอีกสารหนึ่งซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า การลดลงเป็นสาเหตุของการเกิดสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น
การขาดวิตามินบี 1 ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงและเกิดอาการทางจิต เช่น ซึมเศร้า และสามารถส่งผลให้เกิดวัฏจักรของอาการซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น
การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสี ไอโอดีน วิตามินดี สามารถทำให้ความคิดของสมองไม่แล่น สมาธิสั้นและลดการเรียนรู้ สารโบรอน ธาตุเหล็ก และสังกะสีจะช่วยเพิ่มพลังในสมองให้มีไอคิวที่ดี
แต่ปกติแล้วการขาดวิตามินบี 1 ในปัจจุบันหายาก เนื่องจากมักจะถูกเติมลงในขนมปัง ธัญพืช และแป้ง แต่อาจพบได้ในผู้สูงอายุ ผู้ติดเหล้า เนื่องจากวิตามินบี 1 จำเป็นต่อการใช้พลังงานของสมองในรูปกลูโคส อาการขาดวิตามินบี 1 จะเกิดอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อ่อนแรง สับสน สมาธิสั้น ก้าวร้าว ฉุนเฉียว และความจำเสื่อม
ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่ผมรวบรวมในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในการรักษาสุขภาพของสมองให้เสื่อมช้าที่สุดนะครับ พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดี
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๑๐การต้านความชราและฟื้นฟูสภาพ กับ โกร๊ธฮอร์โม ตอน ๒

ปัจจุบัน โกร๊ธฮอร์โมน หรือ HGH เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นในศาสตร์แห่งการต้านความชราและฟื้นฟูสภาพ บางคนมาปรึกษาว่าอยากจะเป็นหนุ่มหล่อสาวสวย และไม่อยากแก่ ทำอย่างไรขอฉีดโกร๊ธฮอร์โมนได้ไหม
ผมเลยอยากให้ความรู้และเล่าความเป็นมาของโกร๊ธฮอร์โมนให้ทุกท่านทราบเพื่อจะได้เข้าใจและเลือกใช้อย่างถูกต้อง HGH ที่ผลิตในปัจจุบัน ผลิตจากเทคโนโลยีการตัดต่อทางพันธุกรรมในเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ประกอบด้วย กรดอะมิโน 191 ตัว  ซึ่งจะมีความเหมือนกับโกร๊ธฮอร์โมนของมนุษย์ทุกประการ HGH เป็นสารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและมีผลต่อองค์ประกอบของเซลล์ร่างกายและกระบวนการเมตาบอลิซึม

โดยตัวยาจะจับกับตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงในเซลล์ของร่างกายเช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว, เซลล์ตับ, เซลล์ไขมัน, เซลล์กล้ามเนื้อ ฯลฯ  เกิดการสังเคราะห์ฮอร์โมนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า IgF1 และ IgF2 เวลาฉีดโกร๊ธฮอร์โมนจะฉีดเข้าบริเวณต้นขา หรือกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง 
ลืมบอกไปครับโกร๊ธฮอร์โมน ผลิตจากต่อมใต้สมองและจะผลิตมากในช่วงแรกของการนอน ดังสุภาษิตว่า เราจะเจริญเติบโตขณะนอนหลับ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานั้นเอง เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณของโกร๊ธฮอร์โมนจะลดลง พออายุ 60 ปี จะมีปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งเทียบกับวัย 20  ปี  ทุกท่านสามารถเพิ่มระดับโกร๊ธฮอร์โมนได้โดยการออกกำลังกาย,  ควบคุมอาหาร, ลดน้ำหนัก, ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอน เนื่องจากอินซูลินที่เพิ่มจากการรับประทานอาหารก่อนนอนจะยับยั้งการหลั่งโกร๊ธฮอร์โมน, นอกจากนั้นกรดอะมิโนบางชนิด เช่น อาร์จินีน สามารถเพิ่มระดับโกร๊ธฮอร์โมนได้
โกร๊ธฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนซึ่งมีผลดีต่อหลาย ๆระบบของร่างกาย เช่น ระบบหัวใจ หลอดเลือด ทำให้ไขมันตัวดี (HDL) เพิ่ม, ไขมันตัวไม่ดี (LDL) ลด, ป้องกันอาการซึมเศร้า, เพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ, ป้องกันอัมพฤกษ์,อัมพาต,  เพิ่มภูมิต้านทาน โดยเพิ่มการทำงานของต่อมไทมัส ทำให้ผิวพรรณสวยสด งดงาม, ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น, ลดถุงไขมันใต้ตา, ลดความอ้วน, เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก, เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ,  สายตาดีขึ้น, ผมดก 

อย่างไรก็ตาม มีข้อดีก็มีข้อเสีย ผลข้างเคียงที่พบคือ การบวมและคั่งของน้ำ, ปวดข้อ, ปวดศีรษะ, ทำให้ระดับคอร์ติซอลต่ำลง, ประสาทตามีการอักเสบและบวม,  ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มสูงขึ้น ควรต้องระวังในคนไข้เป็นโรคเบาหวาน,
สำหรับโกร๊ธฮอร์โมนปัจจุบันมีผลิตออกมาหลายรูปแบบ มีทั้งชนิดรับประทาน, สูดดม, อมใต้ลิ้น แต่ชนิดที่ได้ผลในปัจจุบัน เป็นรูปแบบฉีดเท่านั้น เวลาฉีดอย่าฉีดปริมาณมากเกินไปเพราะจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Acromegaly  คือ รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลงกระโหลกศรีษะหนาตัวขึ้น รูปร่างใหญ่ขึ้นดูคล้ายยักษ์ ซึ่งต้องระมัดระวัง ทางที่ดีควรปรึกษาและอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ต้านความชรา จะดีที่สุดครับ......สวัสดี

ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine


๐๐๙การต้านความชราและฟื้นฟูสภาพ กับ โกร๊ธฮอร์โม ตอน ๑

โกร๊ธฮอร์โมน กับการต้านความชราและฟื้นฟูสภาพ (1)
ผมสัญญาจะมาเล่าเรื่องโกร๊ธฮอร์โมนให้ฟัง ก่อนอื่นจะขอกล่าวถึงการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนว่ามันออกทธิ์โดยไปจับกับพื้นผิวของเซลล์ 
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ฮอร์โมนต่างๆจะมีปริมาณลดน้อยลง ทำให้เซลล์ทำงานได้ไม่เต็มที่ การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจะเสียไป ยกตัวอย่างการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงจะทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ กระดูกผุ ความจำเสื่อม ผิวแห้ง ฯลฯ 
 สำหรับฮอร์โมนที่นิยมเสริมมี หลายชนิด เช่น เมลาโตนิน, DHEA, เอสโตรเจน, โปรเจสโตโรน, เทสโทสโตโรน, ทัยรอยด์ และที่จะขอเน้นในวันนี้คือ โกร๊ธฮอร์โมน เมื่อให้เข้าไปพบว่าจะสามารถต่อต้านความเสื่อมชรา และฟื้นฟูสภาพได้ 
ประโยชน์ของมันมีมากมาย เช่น สามารถเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ ได้ถึง 8.8 % ลดไขมันได้ 14.4 % หลังจากการให้โกร๊ธฮอร์โมนเพียง 6 เดือน, เพิ่มพละกำลัง, เพิ่มสมรรถนะทางเพศ, ทำให้อวัยวะซึ่งหดเล็กลงเมื่ออายุมากขึ้น คือ หัวใจ ตับ ม้าม ไต มีขนาดโตขึ้น, ทำให้หัวใจทำงานดีขึ้น, เพิ่มภูมิต้านทาน, เพิ่มสมรรถนะในการออกกำลังกาย, เพิ่มการทำงานของไต, ลดความดัน, เพิ่มไขมันตัวดี คือ HDL, ลดไขมันตัวร้าย คือ LDL ทำให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกผุ ช่วยทำให้การหายของแผลเร็วขึ้น, ผิวหนังแข็งแรงไม่แห้ง, ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน รวมทั้งซ่อมแซมคอลลาเจนส่วนที่สึกหรอ ทำให้ผมดกขึ้น 
ในคนอ้วนที่มีเซลลูไลท์พบว่าเซลลูไลท์ลดลงได้จากโกร๊ธฮอร์โมน ช่วยทำให้จิตใจแจ่มใสสงบ ช่วยให้แข็งแรง ลดการอ่อนเพลีย ช่วยเพิ่มความจำ ทำให้นอนหลับสนิทและ ลดอาการซึมเศร้า การเสริมด้วยฮอร์โมนที่กล่าวมาทั้งหมดมีความจำเป็นช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถชะลอและต้านความชราได้เป็นอย่างดี
         ปัจจุบันความรู้ทางเทคโนโลยีได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทุก 3.5 ปี เราจะมีความรู้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ดังนั้น ในปี ค.ศ. 2020 เราจะมีความรู้มากกว่าในปัจจุบันถึง 32 เท่า    เชื่อได้ว่าการที่จะมีอายุเฉลี่ยยืนยาวได้มากถึง 100 ปี ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป ศาสตร์ด้านการต้านความชราจะช่วยให้มนุษย์เรามีสุขภาพยืนยาวและแข็งแรง      โดยท่านควรจะไปปรึกษาแพทย์ปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจเช็คร่างกาย เพื่อจะทำการแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บมาเยี่ยมเยือนท่าน
        อย่างไรก็ตามการจะเสริมฮอร์โมนต่าง ๆ รวมทั้ง โกร๊ธฮอร์โมน ควรจะต้องมีการควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย, รับประทานอาหารที่ถูกต้อง, ควรเสริมวิตามิน เกลือแร่ สารต่อต้านอนุมูลอิสระควบคู่ไปด้วยกัน ทั้งหมดจะส่งผลให้ท่านดูหนุ่มสาวทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นถ้าท่านมีแผนที่จะต้องการมีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่ม  ปฏิบัติตั้งแต่วันนี้นะครับ...........สวัสดี

ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๘เมลาโตนิน ใน การต้าน ความชรา

บทบาทของเมลาโตนินในการต้านความชรา
       การปรับสมดุลของฮอร์โมน ทาง Anti-Aging มีการใช้มานานหลายศตวรรษ ฮอร์โมนหลายๆตัว ที่ใช้ก็ยังมีความคิดซึ่งขัดแย้งกันระหว่างแพทย์ทาง Anti-Aging และแพทย์ทางระบบต่อมไร้ท่อ แต่แพทย์ทาง Anti-Aging เชื่อว่า ถ้าเราใช้ฮอร์โมนอย่างถูกต้องในปริมาณ คุณภาพหรือแหล่งกำเนิดฮอร์โมนที่เหมาะสม ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย เมลาโตนินก็เป็นฮอร์โมนอีกตัวซึ่งผมอยากจะขอแนะนำในวันนี้
       เราทราบกันดีแล้วว่าฮอร์โมนเป็นสารควบคุมกระบวนการทางชีวเคมีของร่างกาย ควบคุมกระบวนการเมตาโบลิซึม 
       ดังนั้นถ้าระดับฮอร์โมนลดลงจะส่งผลให้การทำงานของเซลล์ลดลง ภูมิต้านทานลดลง ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ความแก่ชราตามมา 
         เมลาโตนินผลิตจากต่อมไพเนียลซึ่งเป็นต่อมเล็กๆฝังลึกในสมองสามารถผลิตเมลาโตนินได้วันละประมาณ 50-250 ไมโครกรัม 
          แต่จะเริ่มผลิตน้อยลง  เมื่ออายุประมาณ 40 ปี อาหารหลายชนิดสามารถเพิ่มระดับเมลาโตนินได้ เช่น กล้วย ข้าว ข้าวโพด มะเขือเทศ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด น้ำมันโอเมก้า6 ขิง
          วิตามินB3(ไนอะซิน), สารทริปโทแฟน เช่น นม ถั่วเหลือง สไปรูลิน่า ,เกลือแร่ เช่นแคลเซียม แมกนีเซียม ส่วนการรับประทานอาหารและยาบางชนิดสามารถลดระดับเมลาโตนินในร่างกายได้เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การดื่มกาแฟ การรับประทานวิตามินB12 ปริมาณมาก ยาแก้อักเสบ เช่น แอสไพริน,อินโดเมทาซีน,ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์,กลุ่มแคลเซียมแชนเนล บล็อกเกอร์, ยาต้านความดัน เช่น โคลนิดีน,ยานอนหลับ เช่น แวเลียม,ซาแน็กซ์,รวมทั้งสารเด็กซาเมทาโซน 
         สำหรับอาการของคนที่ขาดเมลาโตนินจะมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ,เป็นคนขี้วิตกกังวล,เหนื่อยง่าย,เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ,อาจมีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง,ผมขาว,กล้ามเนื้ออ่อนแรงและอาการแก่ก่อนวัยอื่นๆ ตามมา
       เมลาโตนิน เป็นฮอร์โมนซึ่งหลั่งในเวลากลางคืน ดังนั้น ถ้าจะให้เมลาโตนินหลั่ง เราต้องนอนปิดไฟและห้องนั้นต้องไม่มีแสงสว่างและต้องมีบรรยากาศ ซึ่งผ่อนคลาย ปราศจากความเครียดและควรถูกแสงแดดในช่วงยามเช้า เช่น การเดินตอนเช้า วันละประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถทำให้เมลาโตนินมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น 
       โดยปกติเราจะใช้เมลาโตนินเสริม ในกรณีเกิด jet-lag เกิดความเครียดและสามารถใช้เป็นฮอร์โมนเสริมเพื่อช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคมะเร็ง เช่นมะเร็งเต้านม 
       เมลาโตนิน เป็นฮอร์โมนซึ่งเมื่อใช้เสริมแล้ว ต้องระมัดระวัง เนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนหลายชนิดในร่างกายโดยทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลเอสโตรเจน,โปรเจสโตโรนลดลง แต่ทำให้ฮอร์โมนบางตัวเพิ่มขึ้นเช่น โกร๊ธฮอร์โมนและไทรอยด์ฮอร์โมน  
      เห็นไหมครับว่าเมลาโตนินมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการควบคุมเรื่องของเมตะโบลิซึมรวมทั้งความเครียดและควบคุมน้ำหนัก
       การใช้เมลาโตนินเสริมเพื่อชะลอความชรา จะช่วยให้อวัยวะต่างๆคงสภาพ  เพิ่มความต้านทาน ส่งผลให้ดูอ่อนเยาว์วัย อย่างไรก็ตามควรใช้ด้วยความระมัดระวังและควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ชำนาญและเชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ต้านความชรานะครับ...........สวัสดี

ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๗ทำไมเราถึงแก่

 ทำไมเราถึงแก่-ทฤษฎีซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
                มีทฤษฎีว่าด้วยความชรามากมาย เช่น ทฤษฎีสารอนุมูลอิสระ, ทฤษฎีว่าด้วยพันธุกรรม, ทฤษฎีทีโลมีเรส ทฤษฎีฮอร์โมนเสื่อม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดก่อเกิดความเสื่อมชรา ปัจจุบันจึงเห็นว่าการใช้ฮอร์โมนเสริมจึงมีบทบาทอย่างมากเพื่อช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตทั้งในเพศหญิงและเพศชาย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นฮอร์โมนต่างๆ จะลดระดับลง ในเพศหญิงจะมีระดับเอสโตรเจน, โปรเจสโตโรนลดลง ส่วนเพศชายจะมีระดับฮอร์โมนเทสโตสโตโรนลดลง ส่วนฮอร์โมนตัวอื่นที่ลดลงเหมือนกันทั้งในเพศหญิงและชายคือโกร์ธฮอร์โมน, คอร์ติซอล, เมลาโตนิน ทั้งหมดเป็นฮอร์โมนหลักๆ ที่ควรจะเสริมเมื่อเราขาด เพราะการขาดจะทำให้การทำงานของเซลล์ลดลง ยกตัวอย่างเมื่อขาดโกร์ธฮอร์โมนท่านจะมีอาการเพลีย, เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ลงพุง กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกผุ เกิดอาการซึมเศร้า ปัจจุบันมีผู้นำเอาโกร์ธฮอร์โมนมาฉีดเพื่อใช้รักษาคนสูงอายุ ซึ่งมีระดับของโกร์ธฮอร์โมนลดลง โดยฉีดปริมาณน้อยๆ แต่ต้องฉีดทุกวัน พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อได้รับการฉีดไม่นานจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้การดุแลของแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญ และยังไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัยระยะยาว กระผมขอยกตัวอย่างคุณสมบัติของฮอร์โมนประเภทต่างๆ ดังนี้
           คอร์ติซอล    ถ้ามีระดับสูงจะเกิดโรคความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวเพิ่ม ภูมิคุ้มกันลด คนสูงอายุจะมีระดับคอร์ติซอลมากขึ้นแต่บางรายอาจมีระดับคอร์ติซอลลดลงก็จะมีอาการอ่อนเพลียง่ายและเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
           เอสโตรเจน            ขาดจะเกิดอาการของคนวัยทองคือร้อนวูบวาบ เฉื่อยชา หดหู่ เครียด กระดูกผุ
          โปรเจสโตโรน      เป็นฮอร์โมนที่ต้องสร้างให้สมดุลย์กับเอสโตรเจน เพื่อควบคุมประจำเดือนและความสมดุลย์ของอวัยวะเพศ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัย 40 ปีจะพบว่าสมดุลย์เริ่มเสียไปจึงก่อให้เกิดอาการต่างๆ ได้ โปรเจสเตอโรนช่วยสร้างเสริมสุขภาพของกระดูกและเต้านม ป้องกันการเจริญเติบโตอย่างมากของเซลล์เต้านมจึงป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม
          เทสโตสโตโรน     ขาดในเพศชายจะเกิดอาการอ่อนเพลีย ลงพุง สมรรถภาพทางเพศเสื่อม จิตใจหดหู่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงเช่นกัน
         ไทรอยด์ฮอร์โมน  ถ้าขาดจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ท้องผูก นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไวต่ออากาศเย็น มือเท้าเย็น ติดเชื้อง่าย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา และเกิดอาการซึมเศร้า
      Pregnenolone  เป็นต้นกำเนิดของฮอร์โมนหลายตัวเช่น เทสโทสเตอโรน, เอสโตรเจน พบว่าในคนสูงอายุและมีปัญหาเรื่องความจำ จะมีระดับของ pregnenolone ต่ำ ดังนั้นการรับประทานเสริมจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น 
       DHEA เป็นฮอร์โมนซึ่งเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น อินเตอร์ลิวคีน เป็นต้นกำเนิดของฮอร์โมนเทสโตเตอโรน และเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ระบบภูมิคุ้มกันและเมตาโบลิซึม ในคนที่หนุ่มสาวและแข็งแรงจะพบ DHEA อยู่ในระดับสูง แต่ผู้มีระดับ DHEA ต่ำมักจะป่วยด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และโรคซึมเศร้า 
            เมลาโตนิน    ปกติมนุษย์จะสังเคราะห์ได้เองจนถึงอายุประมาณ 25 หลังจากนั้นระดับจะลดลง ฮอร์โมนตัวนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีรายงานการใช้เมลาโตนินขนาดสูงๆ เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิด 
             นอกจากนั้นยังช่วยรักษาผู้มีปัญหาการนอนหลับ ใช้รักษาอาการ Jet lag ซึ่งเกิดจากการผลิตฮอร์โมน Cathecholamine ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีการเดินทางข้ามโซนเวลาที่แตกต่างกันอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ปัจจุบันไม่สามารถซื้อยาตัวนี้ได้ในประเทศไทย แต่เมืองนอกหลายประเทศสามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป 
           การขาดฮอร์โมนที่กล่าวมาแล้ว ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ถือว่าเป็นโรค แต่ ทำให้คุณภาพชีวิตของท่านลดลง ดังนั้นท่านจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเหล่านี้ทดแทนเพื่อความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
 ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๖(ความเครียด ) (โรคผิวหนัง) ( รอยเหี่ยวย่น)

ความเครียด โรคผิวหนัง รอยเหี่ยวย่น
                ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเป็นชีวิตที่วุ่นวายสับสน และเป็นการยากที่เราจะหลบหลีกความเครียดได้พ้น ซึ่งความเครียดส่งผลกระทบในด้านจิตใจ และยังมีผลต่อร่างกายทุกระบบไม่เว้นแม้แต่ผิวหนัง
ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียด เช่น ปัญหาการเงิน การงาน สุขภาพ ครอบครัว การเรียน  ความรัก รถติด หรือแม้แต่ความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบัน  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้เกิดคามกังวลทั้งสิ้น
แต่ถ้าเรายอมรับความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต พยายามต่อสู้ด้วยจิตใจอันมั่นคงแน่วแน่ และสนุกกับการแก้ปัญหา รับรองว่าเราจะไม่เครียดหรืออาจจะเครียดน้อยลง
ความเครียดส่งผลเสียต่อทุกระบบของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ท้องผูก ระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจเร็ว-ช้าผิดปกติ
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะส่งผลต่อร่างกาย รวมทั้งผิวหนังด้วย โดยเปรียบเหมือนเป็นระบบลูกโซ่ ผลของความเครียดส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังหลาย ๆ ชนิด หรืออาจกล่าวได้ว่าความเครียดทำให้โรคผิวหนังกำเริบมากขึ้น ทำให้การรักษาโรคผิวหนังหลาย ๆ ชนิดยากขึ้น และทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ
ซึ่งความเครียดมีผลต่อผิวหนังในด้านต่าง ๆ เช่น เชื่อว่าความเครียดมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนและระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ทำให้สิว ลมพิษ โรคสะเก็ดเงินกำเริบมากขึ้น ทำให้เหงื่อที่มือ-เท้าออกเพิ่มมากขึ้น บางคนชอบบีบสิว บางคนเครียดรุนแรงอาจหันมาแกะเกาบริเวณผิวหนังจนเกิดรอยถลอก หรือรอยแผลรูปร่างแปลกประหลาด บางคนมีอาการคันและเกาทั่วทั้งตัวจนผิวหนังเกิดเป็นตุ่มนูนแข็ง บางคนใกล้สอบเมื่อไรจะเกิดโรคผิวหนังอักเสบขึ้นทุกครั้ง เช่น เกิดผื่นคันตามตัว แขนขา ซึ่งอาจจะเกาจนน้ำเหลืองไหลเยิ้ม ความเครียดยังก่อให้เกิดรอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว พบในผู้ที่มีนิสัยชอบขมวดคิ้ว เมื่อทำเป็นประจำจะเกิดรอยย่นตามบริเวณดังกล่าว
จะเห็นได้ว่าเมื่อเราขจัดความเครียดได้ จะส่งผลต่อโรคทุกชนิด โรคผิวหนังและรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ จะลดน้อยลง การกำจัดความเครียดทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
ซึ่งบางคนอาจต้องใช้หลักธรรมเข้าข่ม หรือวิปัสสนา เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ร้องเพลง เลี้ยงสัตว์ที่ชอบ ปลูกต้นไม้ ทำสวน เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ หรือทำงานอดิเรกที่ตนเองชอบ   
เห็นไหมครับว่าวิธีแก้ไขความเครียดของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ให้ผลเหมือนกันคือทำให้จิตใจแจ่มใส เบิกบาน และข้อสำคัญคือ นอนหลับให้สนิท และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้หายเครียดได้มาก
เพราะคนเราเมื่อมีภารกิจการงานที่หนัก การพักผ่อนนอนหลับจะทำให้ตื่นขึ้นมาแจ่มใส สดชื่น กระปี้กระเป่ามีพลังที่จะต่อสู้ในวันต่อไป และที่สำคัญร่างกายได้มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กลับฟื้นคืนมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ...สวัสดี
ขอบคุณครับ 
ศ.นพ.(ปิติ  พลัง ว ชิ รา) พบ, วว ตจวิทยา (ผิวหนัง), PhD
AAMS (WSOAAM), American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๕การดูแลตนเอง เพื่อห่างไกลจากโรคมะเร็ง

การดูแลตนเองเพื่อห่างไกลจากโรคมะเร็งตามแนวทางเวชศาสตร์ชะลอวัย
                มะเร็งเป็นโรคร้ายซึ่งทุกคนฟังแล้วก็ยังรู้สึกกลัว แม้ว่าการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษามะเร็งบางชนิดให้หายขาดได้ แต่หลาย ๆ ชนิดก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัว คนที่ท่านรัก การสูญเสียทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ถึงแม้ว่ามะเร็งหลายชนิดจะยังคงไม่ทราบสาเหตุ แต่หลายชนิดก็ทราบ ดังนั้นเราจึงควรรีบป้องกันเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ปัจจุบันโรคมะเร็งพบได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมทั้งการบริโภค สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ภาวะอ้วน พันธุกรรม ภูมิต้านทานที่เปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ
  สำหรับประเทศไทย มะเร็ง 6 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
สำหรับภาพรวมของทั้งโลก มะเร็ง 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งปอด รองลงมาได้แก่มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม
เพราะฉะนั้นการป้องกันมะเร็งเป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องกระทำ เนื่องจาก 40 เปอร์เซ็นต์ ของมะเร็งมีสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง 80 90 เปอร์เซ็นต์
ถ้าพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะว่าถ้ามะเร็งเกิดลุกลามแล้ว โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดมีเพียงร้อยละ 20 อย่างไรก็ตามชนิดของมะเร็งก็มีความสำคัญเต่อการพยากรณ์โรคเช่นกัน
ในประเทศไทยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งตับ
ดังนั้นการตรวจเลือด และการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบีเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ควรงดสุรา เพราะสุราจะทำให้ท่านเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องปาก
การรับประทานปลาน้ำจืดดิบก็เป็นสาเหตุของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ และมะเร็งท่อน้ำดี การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดมะเร็งปอด เนื่องจากบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 500 ชนิด
นอกจากมะเร็งปอดแล้วยังทำให้เกิดมะเร็งช่องปาก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงจากการสูบเอาควันบุหรี่นี้อาจส่งผลกระทบมายังภรรยา และลูกหลาน ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับท่าน
ความอ้วนก็เป็นสาเหตุของความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด เนื่องจากเซลล์ไขมัน เป็นตัวการของการสร้างสารอักเสบหลายชนิด ซึ่งทำให้อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นควรป้องกันอย่าให้ตัวท่านเองหรือบุตรหลานของท่านอ้วน โดยควรใส่ใจในการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ก็ควรต้องระวัง เพราะว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น การติดเชื้อ HPV (Human Papilloma Virus) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นก็ควรนัดแพทย์ตรวจเพื่อส่องกล้อง ทุกท่านคงทราบนะครับว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากถึงปีละ 7 ล้านคน รองลงมาจากโรคหัวใจ และหลอดเลือด อย่างไรก็ตามการป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ และถ้าท่านสามารถตรวจพบมะเร็งยิ่งเร็ว โอกาสของท่านในการหายขาดก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นนะครับ...สวัสดี
ขอบคุณครับ 
ศ.นพ.(ปิติ  พลังวชิรา) พบ, วว ตจวิทยา (ผิวหนัง), PhD
AAMS (WSOAAM), American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๔เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ

                ชาวจีนเป็นชนชาติที่ได้นำสมุนไพรประเภทต่างๆ มาใช้รักษาและบำรุงร่างกายมานานนับพันปี เห็ดหลินจือก็เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้บำรุงและรักษาสุขภาพ เห็ดหลินจือ มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น เห็ดหมื่นปี,บัวหิมะ เป็นเห็ดขนาดใหญ่มีสีน้ำตาลเข้ม 
เมื่อผ่านการทำให้แห้ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum

        สรรพคุณของเห็ดหลินจือ คือ เรื่องของการปรับสมดุล (Adaptogen)ปรับสภาพการทำงานของร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขับไล่สารพิษ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้หลับสบาย หลับสนิท หลับลึก ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

        ซึ่งส่งผลให้มีการหลั่ง โกร๊ธ ฮอร์โมนเพิ่มขึ้น การเพิ่มของโกร๊ธฮอร์โมนนี้เอง ทำให้สามารถชะลอความชรา  ทำให้จิตใจแจ่มใสเบิกบาน ซึ่งก็ส่งผลให้ใบหน้าและผิวพรรณผ่องใสตามมา

        นอกจากนี้ยังสามารถเสริมระบบภูมิต้านทาน ซึ่งเข้าใจว่าส่วนประกอบที่สำคัญภายในนั้น คือ เจอร์มาเนียม ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณของอ็อกซิเจนของเซลส์ได้เกือบ 2 เท่า ซึ่งจะมีผลต่อการเผาผลาญของเซลส์ ทำให้เพิ่มการสร้างเซลส์ใหม่มากขึ้น มีสารไตรเตอร์พีนอยด์(Triterpenoids) ซึ่งสามารถลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มการทำงานของระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลส์แข็งแรง นอกจากนั้นยังมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณ เม็ดเลือดขาว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและเสริมภูมิต้านทาน

                ปัจจุบันได้มีการนำเอาเห็ดชนิดนี้มาใช้รักษาโรคต่างๆ สรุปได้ดังนี้ เช่นรักษาโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด,เพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อม  ความแก่ของเซลส์ สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ป้องกันการเกาะกันของเกล็ดเลือด มีผลต่อทุกๆอวัยวะ เช่น ทำให้ตับ ไต แข็งแรง ช่วยย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน โดยช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการฉายแสงหรือเคมีบำบัด ทำให้ร่างกายนั้นฟื้นตัวเร็ว  ช่วยป้องกันความเสื่อม รวมทั้งปรับระบบต่างๆให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ไม่แก่ก่อนวัย

อย่างไรก็ตาม การใช้เห็ดหลินจือควรปรึกษาแพทย์ทางด้าน Anti-Aging เนื่องจากขณะนี้มีผู้นำเอาเห็ดหลินจือใช้รักษาโรคแบบครอบจักรวาล ซึ่งอาจได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง หรืออาจมีการใช้ขนาดที่ไม่ถูกต้องและการใช้เห็ดหลินจืออาจส่งผลต่อยาที่ผู้ป่วยกำลังได้รับอยู่เป็นประจำก็ได้นะครับ...สวัสดี 

ขอบคุณครับ 
ศ.นพ.(ปิติ  พลังวชิรา) พบ, วว ตจวิทยา (ผิวหนัง), PhD
AAMS (WSOAAM), American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๓อาหารต้านมะเร็ง

อาหารต้านมะเร็ง
                ปัจจุบันนี้พวกเราทราบว่าพืช ผักและผลไม้เป็นอาหารต้านมะเร็ง ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า พืชผัก ผลไม้ เหล่านี้มีสารที่เรียกว่า ไฟโต เคมิคอล ซึ่งนอกจากจะมีฤทธิ์ต้านมะเร็งแล้ว ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ปกป้องอันตรายจากรังสีของดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์ สามารถพบสารไฟโตเคมีคอล กว่า 40,000 ชนิดและผลไม้บางชนิดสามารถพบสารไฟโตเคมิคอลกว่า 100 ชนิด แต่ในปัจจุบัน กระบวนการเพาะปลูกและการผลิตอาหาร ทำให้พืชผักและอาหารที่รับประทานมีคุณภาพลดลง สารไฟโตเคมิคอลโดยปกติสามารถออกฤทธิ์กระตุ้นเอ็นไซม์ที่หยุดยั้งสารก่อมะเร็ง สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงจนสามารถทำลายเซลล์ที่เริ่มจะเป็นมะเร็งได้ ไฟโตเคมิคอล ซึ่งมีชื่อเสียงรู้จักกันดี และคุ้นหูคือ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งพบมากกว่า 4000 ชนิด แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่และอาหารที่มีเส้นใย สามารถทำให้ฟลาโวนอยด์ถูกดูดซึมพร้อมออกฤทธิ์ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ คือแอนโทไซยานีน ฟลาโวน ลูทีโอลิน เอพิจินีน ฟลาวานอล คาทีซิน เคอร์ซีทิน รูทีน ฟลาวาโนน นารินจีนิน      เฮสเพอร์ดีน   ไอโซฟลาโวน ไฟโตเคมิคอล อีกกลุ่มที่สำคัญคือ ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งประกอบด้วย ไอโซฟลาโวน ซึ่งถือว่าเป็นฟลาโวนอยด์ ชนิดหนึ่ง คูเมสทรอล ลิกแนน ฟิโนลิก กลุ่มนี้พบมากในถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ ถั่วเลนทิล ถั่วงอก และธัญพืชไม่ขัดขาว แต่พบไม่มากในผัก ผลไม้ สารไฟโตเอสโตรเจน มีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนเพศหญิง แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า ช่วยปรับระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สมดุล กลุ่มที่สำคัญถัดมา คือกลุ่มฟีโนลิก ยกตัวอย่างเช่น กรดซาลิไซลิก กรดเอลลาจิก เคอร์คูมิน กรดคลอโรจีนิก แคปไซซีน แทนนินหรือโพรแอนโทไซยานีดีน เอสติวปีน เรสวาราทอล(ที่พบในองุ่น)          คูมาริน เป็นต้น กลุ่มแคโรตีนอยด์ ซึ่งแยกย่อยออกเป็นสารต่างๆ อีกมากมาย ส่วนไฟโตเคมิคอลที่สำคัญอื่นๆก็มี แอลเลี่ยม อินโดล ไอโซไทไอไซยาเนต กรดไฟติก ไฟโตสเตอรอล ฟรุกโตโอลิโก แซ็กคาไรด์ เลนทิแนนในเห็ดหอม ลิโมนอยด์ในมะนาว ซาโพนินในถั่วงอก คาเฟอีน โบรมีเลน พาเพนในสับปะรดและมะละกอ เห็นไหมครับ ผักและผลไม้มีความสำคัญมากเพราะอุดมไปด้วยสารไฟโตเคมิมอล วิตามิน เกลือแร่ รวมทั้งเส้นใยอาหาร ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด แต่เมื่อมีประโยชน์ก็เกิดโทษได้ เช่น บางคนอาจเกิดอาการแพ้ เช่น แพ้ ซัลไฟด์ในกระเทียม แคปไซซินในพริกซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบ คาเฟอีนในกาแฟทำให้เกิดไมเกรน ไฟโตเคมิคอลบางชนิดเป็นพิษต่อเซลล์ เช่น ลาไทโรเจนในถั่วหอมอินเดีย  ถ้ารับประทานเป็นอาหารหลักจะทำลายเซลล์สมองเกิดอัมพาต สารไพโรลลิซีดีน แอลคาลอยด์ สามารถทำให้เกิดมะเร็งตับ บางคนอาจแพ้กรดฟิโนลิกในเครื่องแกงผง ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมีความเสี่ยงสูง จะรับประทานสารไฟโตเอสโตรเจนควรปรึกษาแพทย์ ไฟโตเคมิคอลบางชนิด ลดการดูดซึมแคลเซียม เช่น ปวยเล้ง นอกจากนั้น ปวยเล้งยังมีสารอ็อกซาเลตสูง ดังนั้นถ้าท่านป่วยเป็นนิ่วที่มีสารอ็อกซาเลตสูง ก็ควรต้องระวัง การรับประทานมันฝรั่งอ่อน พบสารไกลโคแอลคาลอยด์ ซึ่งจะมีพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการอาเจียนและท้องเดินอย่างรุนแรง การรับประทานพืชผักตระกูลกะหล่ำอาจเกิดอาการคอพอกเนื่องจากได้รับไอโอดีนจากอาหารลดลง เพราะสารกลูโคไซโนเลตลดการดูดซึมสารไอโอดีน  ดังนั้นควรบริโภคอาหาร สารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ เส้นใย อย่างสมดุลจะดีที่สุด
                สุดท้าย ผมขอสรุปเลยนะครับว่า อาหารทำให้ท่านมีสุขภาพดี ป้องกันบรรเทาอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะการรับประทานผักและผลไม้สามารถป้องกันมะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทานและยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อาหารสมดุลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดกระผมอยากจะให้พวกเราชาวไทยทุกคนเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับตนเองทั้งนี้เพื่อประโยชน์สำหรับตัวท่านเองนะครับ.....สวัสดี

ขอบคุณครับ 
ศ.นพ.(ปิติ  พลังวชิรา) พบ, วว ตจวิทยา (ผิวหนัง), PhD
AAMS (WSOAAM), American Board of Anti Aging Medicine

๐๐๒สารต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสร
                               อนุมูลอิสระเกิดได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเวลารับประทานอาหารเข้าไปเซลล์จะมีการสร้างพลังงาน เอทีพี พร้อมเกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระ นอกจากนี้มลภาวะต่างๆ เช่น รังสี UV, แสงแดด, บุหรี่, ความร้อน, ความเครียด, อาหารพวกไขมัน เช่น Transfat, การรับประทานแป้ง น้ำตาล, แอลกอฮอล์, การอักเสบติดเชื้อในร่างกาย ฯลฯ ก็จะเป็นตัวเร่งให้มีการผลิตสารอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เปรียบง่ายๆ เหมือนกับการสันดาปเครื่องยนต์ ก็มักจะมีของเสีย ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการนั้น สารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมและก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้อ อัลไซเมอร์ เบาหวาน เป็นต้น โดยปกติเมื่อเกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระ ร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถของร่างกายมนุษย์ในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อไปจับกับสารอนุมูลอิสระลดลง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อไปจับสารอนุมูลอิสระ ทำให้การทำลายเซลล์ของร่างกายลดลง ผลลัพธ์จึงช่วยชะลอความชราได้ สำหรับแหล่งที่มาของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญคืออาหารพวกผักผลไม้ ยกตัวอย่าง วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้รสเปรี้ยวเช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว สตรอเบอรี่ กีวี บรอคโคลี่ มะเขือเทศ ขอยกตัวอย่างสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ อีกเช่น วิตามินอี สามารถพบได้ในผักใบเขียว ตับ ธัญพืช จมูกข้าวสาลี ไข่แดง เนย ถั่ว ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองตีบ เสริมภูมิต้านทาน บำรุงระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น วิตามินเอ พบได้ในตับ เนื้อปลา ไข่แดง มีคุณสมบัติบำรุงสายตา ผิวหนัง กระดูก อวัยวะสืบพันธุ์ เสริมภูมิต้านทาน และป้องกันมะเร็ง เบต้าแคโรทีน พบในแครอต มันเทศ ฟักทอง มะละกอทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ สายตา ยับยั้งป้องกันมะเร็ง
โคเอ็นไซม์ Q10 พบในเครื่องใน ไข่ ปลา อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เชื่อว่ามีความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างพลังงาน ATP ภายในไมโตคอนเดรีย คนสูงอายุจะมีระดับของโคเอ็นไซม์ Q10 ลดปริมาณลง ปัจจุบันมักจะเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยป้องกันโรคหัวใจ กรดแอลฟาไลโปอิค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งใช้เสริมในผู้ป่วยเบาหวาน พบในเนื้อแดง ตับ ผักโขม มันฝรั่ง คนสูงอายุ การสังเคราะห์สารต้านอนุมูลอิสระตัวนี้ก็ลดปริมาณลงเช่นกัน
                กลูต้าไทโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของตับ นอกจากนั้นยังพบว่าคนป่วยเป็นโรคปาร์กินสันจะมีระดับกลูต้าไทโอนลดลง เมลาโตนิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับ (REM Sleep) สามารถป้องกันมะเร็งบางชนิด คนสูงอายุจะมีระดับของเมลาโตนินลดลง นอกจากนั้นยังใช้รับประทานเสริมจากอาการ Jet lag เมื่อเดินทางไปถึงต่างประเทศ ซึ่งมีการแตกต่างของเวลาจากประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ 5 ชั่วโมง
                สารต้านอนุมูลอิสระมีมากมาย ดังนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลาย แต่การที่จะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระถึงระดับที่ต้องการบางครั้งจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมด้วย ซึ่งถ้ายังไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะครับ เห็นไหมครับว่าเราหยุดเวลาของการเป็นหนุ่มสาวไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอความชราได้ และคงความเยาว์วัยได้ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระดังที่กล่าวมาแล้ว สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านอย่าลืมดูแลตัวเองและควรทะนุถนอมตัวท่านเองตลอดไป เพื่อท่านจะดูเยาว์วัยตลอดไป...
ขอบคุณครับ 
ศ.นพ.(ปิติ  พลังวชิรา) พบ, วว ตจวิทยา (ผิวหนัง), PhD
AAMS (WSOAAM), American Board of Anti Aging Medicine