๐๑๔อาหารสำหรับวัยรุ่น

อาหารสำหรับวัยรุ่น
          วัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา โดยจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม มีความต้องการสารอาหารและพลังงานค่อนข้างสูง ควรมีการบริโภคอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสมรรถนะในด้านต่างๆ เช่น การเรียน การเล่นกีฬา การเจริญเติบโต ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บติดตามมา รวมทั้งโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ในวัยรุ่นยุคปัจจุบัน โรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้อายุเฉลี่ยของประชากรชาวโลกลดน้อยลง
ดังนั้นวัยรุ่นท่านใดอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาว ผิวพรรณสดใส ร่างกายแข็งแรง ในภายภาคหน้า สามารถ Anti aging หรือต่อต้านความชราได้นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เด็กกว่านี้ก็ทำได้นะครับ ไม่มีคำว่าเร็วหรือสายเกินไป สำหรับการดูแลสุขภาพของตัวท่านรวมทั้งบุตรหลานของท่าน
          ก่อนอื่นผมจะขอกล่าวถึงปัญหาหลักทางด้านโภชนาการในวัยรุ่น จากข้อมูลพบว่าวัยรุ่นมีการขาดสารอาหารต่างๆ เช่น ขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากโลหิตจาง ขาดธาตุไอโอดีน ขาดวิตามินเอ ขาดโปรตีนทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโต ตัวเตี้ย ผอม ความฉลาดลดลง สำหรับรายที่รับประทานอาหารมากเกินไปจะเกิดโรคอ้วน ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขข้อ เก๊าท์ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกในผู้หญิง มะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ชาย นิ่วในถุงน้ำดี อาการซึมเศร้า เป็นต้น
ดังนั้นอาหารสำหรับวัยรุ่นโดยทั่วๆ ไปก็คล้ายๆ กับสัดส่วนอาหาร ซึ่งทางเวชศาสตร์ต้านความชราแนะนำ คือ ควรได้พลังงานจากโปรตีนร้อยละ 10-15 เทียบได้กับเนื้อสัตว์ 45-60 กรัมต่อวัน หรือ 2-3 ส่วนต่อวัน, คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45-65 และควรเป็นรูปเชิงซ้อน เช่น กลุ่มแป้ง ข้าว ขนมปัง 8-12 ทัพพี ผัก 2-4 ส่วนต่อวัน (4-6 ทัพพี), ผลไม้ เพื่อการได้มาซึ่งวิตามิน เกลือแร่และควรรับประทานของสด 3-5 ส่วนต่อวัน ไขมันน้อยกว่าร้อยละ 30 และควรมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัว ต่อไขมันไม่อิ่มตัว ในสัดส่วน 1:1 น้ำตาล เกลือเล็กน้อย แคลเซียม 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวัน ธาตุเหล็ก 12-15 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับธาตุเหล็กควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปโดยที่ร่างกายไม่ขาดอาจก่อให้เกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้ท่านเกิดความเสื่อมชราเร็วขึ้นได้นะครับ
ดังนั้นควรจะเสริมเมื่อขาดเท่านั้น ซึ่งทำได้โดยการเช็คเลือดหาระดับธาตุเหล็กในร่างกาย โดยการตรวจระดับเฟอร์ริทินในเลือด แต่อ่านดูแล้วอาจยุ่งยากมากเกินไปดังนั้น ถ้าไม่สะดวกในการตรวจ เนื่องจากประเทศไทยเรา ยังมีข้อจำกัด ผมขอแนะนำว่าถ้าจะเสริมควรเสริมพอประมาณ เรื่องราวกำลังสนุกแต่หมดเนื้อที่แล้วนะครับ ฉบับหน้าผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแนวทางปฎิบัติและแก้ไขภาวะด้านโภชนาการที่ไม่ใช่วัยรุ่นทั่วไป.........คอยติดตาม(๐๑๓โภชนาการของวัยรุ่น)ครับ สวัสดี
ขอบคุณครับ :
ศ.นพ.(ปิติ พลัง ว ชิ รา) พบ,วว ตจวิทยา (ผิวหนัง),PhD
AAMS(WSOAAM),American Board of Anti Aging Medicine